Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Posted in Uncategorized | Leave a comment

23 July 10 Bonus Day

ไม่ได้เขียนบล็อคมานานตั้งแต่กลับจากมอสโคว 

เอาจริงๆก็คือบล็อคที่แล้วที่เกี่ยวกับทริปหฤหรรษ์ที่มอสโควก็ยังเขียนไม่จบ
จะว่าเวลาไม่มีก็ไม่เชิง พอเลิกงานเร็ว เราก็เลยมีเวลาไปhang outก็เพื่อนๆบ่อยขึ้น
ผลก็คือกลับบ้านดึกเหมือนเดิม แต่ไม่ได้อยู่ดึกเพราะเรื่องงาน 5555
การทำงานใกล้บ้านมันก็ดีจริงๆ ต่อให้ทำงานถึง2-3ทุ่ม แต่ใช้เวลานิดเดียวก็ถึงบ้าน
ทำให้รู้สึกว่าไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แถมเงินเดือนก็ดีกว่าเดิมเท่าตัว
ทำให้เราอยากไปกินไหน อยากไปเที่ยวไหนได้มากขึ้น
(แต่ว่าก็ต้องหักใ้ช้หนี้กับคนที่เราติดๆไว้+บัตรเครดิตเยอะอยู่เ้หมือนกัน)
เราเข้าทำงานวันที่20 เมษา 2010 นี่ก็ครบ3เดือนเต็มพอดี
จังหวะเดียวกับที่เค้าแจกโบนัสกลางปี (ปกติที่นี่เค้าแจก2ครั้ง กลางปีและปลายปี)
เวลาแจกโบนัส เค้าจะเรียกพนักงานเข้าไปคุยเป็นรายบุคคล
หรือที่พี่ๆเค้าเรียกกันว่า "เข้าห้องเย็น" เพื่อถามสารทุกข์สุขดิบ 
และประเมินการทำงาน(หรือเรียกง่ายๆว่า"ด่า")ให้เราฟัง
ตามตกลงก่อนเข้าทำงาน เราจะไม่ได้พิจารณาโบนัสไปจนถึงรอบกลางปีหน้า
แต่คราวนี้ เค้าโทรมาตามให้เราเข้าห้องเย็นด้วย ก็เลยงงๆ แบบว่าชั้นทำอะไรผิดรึเปล่าหว่า
พอเข้าไป เค้าก็ถามความรู้สึกๆทั่วๆไปที่ทำงาน เข้ากับคนอื่นได้มั๊ย ประโยคที่พอจะจำได้ก็มีประมาณนี้
"คุณก็มีประสบการณ์การทำงานมาระดับนึง คุณคิดว่าบริษัทเรา จะเป็นบริษัทที่คุณโตไปกับมันได้มั๊ย"
"ไม่ใช่ทางบริษัทเลือกคุณอย่างเดียว แต่เราเข้าใจว่าคุณก็ต้องเลือกบริษัทด้วยเหมือนกัน"
"พี่ๆและเพื่อนๆร่้วมงานทุกคน พูดเหมือนกันหมดว่า คุณทำงานได้ดี เรียนรู้เร็ว ชอบช่วยเหลือพี่ๆเพื่อนๆ และสร้างบรรยากาศอันดีในการทำงาน"
"ทางบริษัทอยากจะบอกคุณว่า คุณเป็นassetที่มีค่าของบริษัท และอยากจะให้คุณรักษาคุณภาพในการทำงานแบบนี้เอาไว้"
ตอนนั้นรัตนาวดี หน้าบานนนนจนเก็บอาการไม่ไหว
หลังจากนั้น ซ้อ(แม่เจ้านาย)ก็หยิบซองชมพูขึ้นมา แล้วก็บอกว่า ถึงแม้ตามตกลงจะไม่ได้รับพิจารณาโบนัส
แต่ว่าเรามีผลงานดี แต่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงาน เลยให้เป็นเงินขวัญถุง 25%ของเงินเดือน
พอกำลังจะยื่นซองให้เรา บอสเราก็ควักเงินส่วนตัวออกจากกระเป๋าอีก2000 แล้วบอกว่า
อันนี้เก๋ให้พิเศษ ไม่เคยให้ใครแบบนี้เลยนะ ให้เพราะรักนะเนี่ย…
กรี๊ดดด….รัตนาวดี พยามเก็บอาการสุดฤทธิ์
ก็ขอบคุณเค้ากันไปตามระเบียบ….แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรจะพูดต่อ
ตอนนี้เป็นช่วงขาขึ้นจริงๆ ไปดูดวงมาโคตรตรงเลย
บอกว่าจะเป็นช่วงขาขึ้นของชีวิต ทั้งการงานการเงิน แต่เราจะไม่ค่อยพอใจกับสิ่งดีๆที่ได้มา
แล้วในอนาคตอันใกล้ เราจะเป็นปัญหาของเพื่อนร่วมงาน
เฮ้อ..เรื่องนี้ไม่สามารถพิมพ์ลงในนี้ได้ ใครอยากรู้ไว้หลังไมค์นะจ๊ะ
สรุปว่านี่ก็เป็นสถานการณ์อันดีในการอัพบล็อคอีกครั้ง
แต่ตามประสารัตนาวดี คนที่ต้องมองโลกทั้ง2มุมอยู่เสมอ
เหตุการณ์วันนี้เป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆเหตุการณ์นึง ที่เจ้านายทำเพื่อให้เราตั้งใจทำงานให้เค้า
จำเอาไว้เสมอนะรัตนาวดี "เจ้านายกับลูกน้อง คบกันที่ผลประโชยน์เสมอ"
แต่ก็นะ…อย่างน้อยที่สุด เมื่อเราทำพลาด เราก็น้อมรับคำติแล้ว ดังนั้นเมื่อทำดีเราก็พร้อมน้อมรับคำชมด้วยเช่นกัน
และตั้งแต่ทำงานมา5ปี ก็มีที่นี่แหละ ที่คำชมออกมาในรูปแบบของตัวเงิน
ขอบคุณที่ทำงานเก่า สำหรับประสบการณ์หลายๆอย่างที่สอนให้เรารู้ว่า เราควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร…
Posted in Uncategorized | Leave a comment

26-28 May 2010 : Alone in Moscow

 

ก่อนอื่นเลยคือรัตนาวดีถูกassignให้ไปMoscowคนเดียวแบบสายฟ้าแล่บ
พี่ๆที่ออฟฟิสก็เตือนว่า เค้าไม่พูดภาษาอังกฤษกันนะ ต้องเตรียมตัวไปดีๆ
แต่ได้ข่าวว่าเพิ่งรู้ตัวก่อนไปแค่3วัน วันแรกเตรียมเรื่องที่พัก+ตั๋ว วันที่2-3เตรียมงานไปpresent
ไอ้คืนสุดท้ายก่อนบินเนี่ย ถึงมีเวลาเตรียมตัวอะไรๆต่ออะไรของตัวเอง แต่ไฟดันดับอีก!!
กว่าจะแพ็คกระเป๋าเสร็จก็4ทุ่ม เราก็เอาแผนที่มากางเลย เปิดกูเกิล หาข้อมูลทุกอย่้าง
ต้องไปเที่ยวที่ไหน ห้ามทำอะไรบ้าง แผนที่รถไฟใต้ดินเป็นยังไง
แบบว่าอ่านข้อมูลทุกอย่าง แล้วโหลดรูป+แผนที่ใส่มือถือ เพราะคืนนั้นปริ๊นเตอร์เสีย เริ่ดมากก
ทั้งๆที่ยังไม่รู้อนาคตเลยว่าจะมีเวลาได้แว่บไปเที่ยวมั๊ย บ้านเมืองเค้าเป็นยังไงก็ไม่รู้
คิดแต่ว่าเอาวะ ยังไงๆที่นี่มีที่เที่ยวแค่แหล่งเดียว ยังไงถ้ามีจังหวะต้องไปให้ได้

ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่รู้จะได้ไปอีกเมื่อไหร่ ไหนๆก็มีคนออกค่าตั๋ว+ที่พักให้แล้ว ต้องไปให้คุ้ม
อ่านรีวิวจากคนที่ไป มีแต่เรื่องร้ายๆ น่ากลัวๆทั้งนั้น โดนล้วงกระเป๋าบ้าง โดนโกงค่ารถบ้าง
แต่เราก็ไม่หวั่น คิดดูดีๆ เวลาต่างชาติมาเที่ยวบ้านเรา เค้าก็คงถูกเตือนไม่ต่างกัน
แล้วนี่เราเป็นคนไทย มีชีวิตอยู่ในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเกิดอาชญากรรม และโจรกรรมมากที่สุดในโลกเมืองนึง
ดังนั้นจะไปกลัวอะไรวะ!! อีกอย่างเราก็ศึกษาข้อมูลมาอย่างดี ยังไงชั้นต้องมีชีวิตรอดกลับมาแน่นอน!!

เช้าวันที่26 chk-in 8โมงเช้า TG971 กัปตันจุลดิษ ชื่อคุ้นมาก สงสัยคงเคยนั่งเครื่องที่แกขับมาแล้ว
ไม่ค่อยได้บินflightเช้า เลยรู้สึกแปลกๆสนามบินโล่งเชียว พอถามเค้าแล้วรู้ว่าเครื่องว่างงงงงเลยสบายใจไป
ตีตั๋วนอนยาวแน่ๆ เพราะเมื่อคืนได้นอนแค่ชม.กว่าๆเพราะมัวแต่หาข้อมูล
แต่พอเอาเข้าจริงๆ พอขึ้นเครื่อง รัตนาวดีก็enjoyกับหนังบนเครื่องมาก กำหนดการบิน9ชม.45นาที
ดูไป2เรื่องแน่ะ When in Rome กับ The Shipmunk2
แถมของกินTGก็เป็นอะไรที่ถูกปากสุดๆ คิดถึงพี่โต้งกับชิสุเลย
ถ้าบินด้วยกัน เราก็จะได้ของหวานจาก2คนนี่ตลอด แถมถ้ากินไม่หมดก็เก็บไว้กินระหว่างวันได้อีก คุ้ม!

อาหารมื้อเที่ยงบนเครื่องประกอบด้วย
-Cooked Ham with Fusilli Ceasar Dressing
-Pork Piccata with Tomato and Fresh Italian Basil Sauce Linguini Noodles,Vegetables
-Maisano Roll,Butter,Cheese,Biscuits,Raspberry Crumble
มื้อนี่กรี๊ดCheese ยี่ห้อBUKOนี่มาก เป็นชีสแล้วมัเนื้อเห็ดผสมด้วย ชอบมากขนาดถ่ายรูปมาเก็บไว้เผื่อไปหาซื้อกินเลยอ่ะ

หลังจากกินเสร็จ ดูหนังจบ ก็ได้เวลานอน เที่ยวนี้ไม่กล้าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อะไรทั้งสิ้น
เพราะไม่รู้ว่าลงจากเครื่องไปแล้วจะเจออะไรบ้าง แถมเจ้านายบอกว่า ถ้าโดนตรวจกระเป๋าให้จ่ายตังมันไป100USD
โดยการสอดแบ็งค์เอาไว้กับพาสปอร์ตแล้วยื่นให้มัน เพราะเค้าโดนเกือบทุกครั้งที่ไป
ถึงแม้ว่าเราจะขนของมาเพื่อนpresentอย่างเดียว ไม่ได้ขายก็เหอะ แต่พวกนี้จะเนียนทำเป็นพูดกับเราไม่รู้เรื่อง
แล้วจะเรียกตัวเราให้ไปด้วยให้ได้ ดังนั้น เพื่อจบปัญหาให้ง่ายที่สุด ก็คือจ่ายตังไป100-200USD

มาดูมื้อเย็นของflightนี้กัน
-Feta Cheese,Tomato,Japanese Cucumber in Manuka Honey Dressing
-Roast Duck with Barbecue Sauce Chinese Yellow Noodles,Kailan with Oyster Sauce
-Rustico Bread Roll,Butter,Brownie
เป็ดนิ่มม..อร่อยมาก…ทำไมทุกคนชอบพูดว่า อาหารบนเครื่องมันไม่ได้เรื่องนะ!ลองไปเจอกอาหารรัสเซียซะก่อน!

ทั้งเครื่องมีคนไทยอยู่3-4คน เราก็เข้าไปสวัสดีค่ะ แนะนำตัวเลย ทักทายกันเอาไว้ เผื่อมีไรอย่างน้อยจะได้อุ่นใจไว้
พอถึงสนามบิน เดโมโวโดโร ไรเนี่ย อ่านไม่เคยถูก เลยเรียกย่อๆว่าDME airport
เราก็ต้องเนียนทำหน้าชิล ลากกระเป๋ากรุบกริบเดินลั๊นลาออกมาคนเดียวแบบมั่นใจมาก เหมือนชั้นมาบ่อย เดินฉับๆๆ ชิลลล
แต่จริงๆในใจ โอ๊ยย..กรูเดินมาถูกทางป่าววะ อย่าเรียกชั้นตรวจนะ แกพูดกะชั้นไม่รู้เรื่องหรอก
ชั้นเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆเดินทางคนเดียว อย่ามายุ่งกะช๊านเลยยยยย 5555
ในที่สุดก็ผ่านตม.ออกมาได้โดยไม่โดนเรียกตรวจ เริ่ด! ออกมาก็มีlimoจากโรงแรมมารับ สบายไป

รัสเซียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่รถติดม๊ากกก เคยอ่านเจอเค้าบอกว่าเค้ามีเงินซื้อรถกันเยอะ
แต่เผอิญถนนที่สร้างไว้มันไม่พอรองรับรถที่มากขึ้นเรื่อยๆ
มีคนไปมาแล้วบอกว่า จากสนามบินไปใจกลางเมือง ประมาณ1.5-2ชม.
แต่รัตนาวดีอยู่บนรถ4ชม.!!! เครื่องลง6โมงครั้ง ถึงโรงแรม4ทุ่มครึ่ง!!
หิวมาก!!! โชคดีไม่ปวดฉี่เพราะมันคงคุยกะชั้นไม่รู้เรื่องอยู่ดี!!

ระหว่างทาง จะเจอรถที่ติดริบบิ้นสีส้มม่วงอยู่ตลอดทาง บางคนก็ผูกกับกระเป๋าถือ
เห็นแล้วก็คิดถึงเมืองไทย เหมือนพวกเสื้อแดงติดริบบิ้นแดง พวกหลากสีติดริบบิ้นธงชาติอะไรแบบนั้น
บ้านเมืองเค้าก็เป็นเผด็จการเก่า เรื่องเดินขบวนประท้วงนี่เป็นเรื่องปกติ
คาดว่าตอนนี้เค้าก็คงมีรณรงค์ประท้วงแสดงพลังอะไรกันซักอย่างเหมือนกัน

ถึงห้องแล้ว จริงๆอยากจะนอนๆๆไปเลย แต่ไม่ได้ หิว! และต้องลงไปเดินsurveyว่าแถวๆโรงแรมมีอะไรน่าสนใจมั่ง
จังหวะนั้นฟ้ามืด ฝนตก ทุกอย่างดูนัวๆไปหมด
ทันใดนั้น รัตนาวดีก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างสีเหลืองอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
ป้ายสีเหลืองๆใหญ่ๆฝั่งโน่น เขียนว่า KFC สวรรค์!! ชั้นมีอะไรกินแล้ว!!
โรงแรมเราอยู่มุมนึงของ4แยกใหญ่ จะข้ามถนนไปต้องลงเดินใต้ดิน
บรรยากาศข้างบนว่าน่ากลัวแล้ว ข้างล่างน่ากลัวยิ่งกว่า!!

ตามทางเดินใต้ดินจะมีร้านค้าของกุ๊กกิ๊กเล็กๆซึ่งปิดหมดแล้ว
ตลอดเวลาที่เดินผ่าน จะมีเหมือนพวกวัยรุ่น เดินมาเขย่าประตูร้านทุกๆร้านเรียงไป
กะว่าถ้าร้านไหนลืมล็อคคือโดนแน่! คนก็น้อยอย่างที่เห็น เดินไปมาไม่มีใครสนใจใคร
ตรงหัวมุมมีพวกวัยรุ่นยืนอยู่ประมาณ6-7คน ชั้นก็พยามเดินเนียนๆเหมือนคุ้นพื้นที่มาก
ทั้งๆที่กำลังจะเดินไปไหนยังไม่รู้เลย รู้แต่ว่า KFC KFC KFC…
พอเราเดินผ่านกลุ่มนั้นมา เรารู้ตัวเลยว่ามี1-2คนจากในกลุ่มนั้นเดินตามเรา
ตอนนั้นตกใจมาก เอากระเป๋ามากอดไว้แล้วก็ติดสปีดเดินเร็วขึ้นนิดนึง
เจอบันไดทางขึ้นแรกก็เดินขึ้นเลย พอเห็นท้องฟ้าแล้วค่อยโล่งใจหน่อย
ตรงนั้นมีป้านรถเมล์พอดี เลยพอมีคน พอเรามองกลับลงไปก็ไม่มีใครตามมา…เฮ้ออ..!!

แต่ว่า!! ทางที่เราขึ้นมานั้น เป็นฝั่งตรงข้ามโรงแรม และไม่ใช่ฝั่งเดียวกับKCF!!
จะทำยังไงดี ไปKFCก็ไม่ได้ กลับโรงแรมก็ไม่ได้ เพราะต้องเดินลงทางใต้ดินทั้งหมด
ยืนงงๆอยู่ตรงนั้นซักพัก ฝนแมร่งก็ตกไม่หยุด หนาวจนขาจะแข็ง
พอดี มีคนญี่ปุ่น2คนเดินมา (ที่รู้เพราะดูจากการแต่งตัวก็รู้ได้มาแต่ไกลเลย)
เค้าเดินลงไปใต้ดิน เราเลย เอาวะ ขอเดินเนียนไปด้วย ประหนึ่งว่ามาด้วยกัน
ก็ถามเค้าว่า เดินไปรถไฟใต้ดินไปทางไหน (ยังจะมีอารมณ์ไปหาสถานีอีก เผื่อเที่ยว)
เค้าก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษได้ซักเท่าไหร่ จนเราต้องพูดว่า "มีโตร" คือmetroในภาษาเค้า เค้าถึงจะเข้าใจ

ในที่สุด รัตนาวดีก็ได้มาโผล่บันไดขาที่มันมา มีโตร และ KFC!!! ดูสิว่ามันมืดขนาดไหน!!
แต่พอเดินมาใกล้ๆถึงรู้ว่า มันเป็นKFCปลอม!! แค่เลียนแบบเฉยๆ
และที่สำคัญ มันปิดแล้ว!! แล้วเสือกเปิดไฟซะสว่างเลย!! รู้มั๊ยชั้นเสี่ยงชีวิตแค่ไหนเพื่อมาหาไก่กินเนี่ย!!!

หลังจากหมดหวังในของกินทุกอย่าง เราเดินไปเจอคีออสเล็กๆที่เหมือนจะขายขนมปัง
เป็นเหมือนตู้กระจกเล็กๆ แล้วมีรูอยู่นิดนึงให้มุดหัวเข้าไปสั่งของ
เราแค่เอ่ยปากว่า Excuse me… แล้วจิ้มขนมปังที่อยู่หน้ากระจก 
ป้าคนขายก็พ่นภาษารัสเซียใส่เราเป็นไฟ แล้วก็ปิดประตู ปิดร้าน หนีเราซะงั๊น!! อะไรวะ!!

สุดท้ายก็ต้องจำใจเดินกลับโรงแรมโดยไม่ได้กินอะไร พอถึงห้อง เหนื่อยมาก สุดท้ายก็ไม่มีอะไรกิน
คิดดู คืนนั้นแกะห่อยาสีฟันออกมาเป็นคอลเกต และมันมีเขียนว่าmade in Thailand
ตอนนั้นคิดถึงบ้านมาก เหนื่อย หิว อยากกลับบ้าน ไม่รู้พรุ่งนี้ชั้นจะต้องเจออะไรอีกบ้าง…..
หลายคนถามว่า ทำไมไม่สั่งของในโรงแรมกิน ความจริงก็คือเปิดดูราคาแล้วเหนื่อยใจ
ซุปธรรมดาๆก็เริ่มต้นที่500up (เงิน1รูเบิล ก็เกือบเท่าๆกับเงิน1บาทไทย) 
เราไม่อยากให้บริษัทเค้าคิดว่าเราติดสบาย ใช้จ่ายเยอะ ยิ่งเพิ่งเดินทางครั้งแรกด้วย…เลยตัดใจนอนดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

เริ่มงานใหม่ได้2สัปดาห์แล้วค่ะ ^^V

ไม่ได้อัพบล็อคมานานมาก สาเหตุก็คงเป็นเพราะขี้เกียจเต็มๆ
จากครั้งล่าสุด ตอนนั้นยังไม่ได้หางานจริงจัง ยังเลื่อนลอย กินเล่นเต้นเที่ยวอย่างมีความสุขอยู่
 
ช่วงว่างงานมา6เดือนนี่ รัตนาวดีมีความสุขมากกกกก ได้ไปเที่ยวที่ต่างๆโน่นนี่มาเยอะมาก
ไปทุกที่ที่อยากไป กินทุกที่ที่อยากกิน แถมยังได้ไปเกาหลีมาด้วย
ขอบพระคุณป๊า ม๊า ลุง ป้า น้า อา พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทุกคนจริงๆ ที่พาไปเที่ยว ไปกิน ในหลายๆๆๆที่มาก
และก็บ่อยครั้งเหลือเกินที่รัตนาวดีได้ไปกินฟรี เที่ยวฟรี เพราะมีคนsupportตลอดเวลา
ขอกราบงามๆ1ครั้ง ให้sponserทุกคน ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
 
ช่วงนั้นรายได้ก็จะเข้ามาจากการไปเดินสำเพ็งแล้วเอาของมาขาย ได้เงินนิดๆหน่อยๆ
คือส่วนต่างกำไรสูง แต่ยังไม่เจอที่ขายและเป้าหมายที่เหมาะสม
แล้วก็ได้ไปรับจ๊อบขายเครื่องประดับตอนงานGift Fairที่Impact
ตอนนั้นได้เงินเป็นกอบเป็นกำมาก เพราะเราก็มีประสบการณ์ขายจิลเวอรี่อยู่แล้ว พอมาขายคนไทย มันส์มาก
คิดถึงขั้นอยากทำเป็นอาชีพเลยด้วยซ้ำ เกลียดอย่างเดียวเวลาที่ต้องพูดเลี่ยงว่าเราซื้อมาขายต่อ ไม่ใช่ผู้ผลิต
ชีวิตการเป็นเซลล์ของรัตนาวดี ขออย่างเดียวคือการไม่โกหก
แต่การไม่โกหกของเซลล์ ดูเหมือนว่าจะเป็นการพูดความจริงแค่กึ่งนึง
ใช้ศัพท์เทคนิคๆ พูดให้งงๆ แล้วให้ลูกค้าเข้าใจไปเองมากกว่า
 
นอกจากนั้นแล้วรัตนาวดีก็มีไปรับจ๊อบทำแบบสอบถามเกี่ยวกับรถยนตร์
ได้ค่าขนมนิดหน่อย ออกแนวดีกว่าอยู่ว่างๆ
ช่วงนึงก็รื้อห้องครั้งครั้งใหญ่ ได้เสื้อผ้า กระเป๋า ของกุ๊กกิ๊กมาขายเต็มไปหมด
แต่ทั้งหมดที่พูดมาก็ไม่ได้สามารถทำให้ชีวิต(ที่หลายๆคนชอบบอกว่า)
ไฮโซของรัตนาวดีสามารถดำรงอยู่ได้ เพราะมันไม่ได้มีรายได้ที่แน่นอน
และด้วยต้นทุนที่เรามีอยู่ มันทำให้เราได้แต่คิดการทำอะไรเล็กๆเท่านั้น
ดังนั้น เราจึงควรหางานที่ได้เงินดีๆ เพื่อเก็บเงินแล้วเอาเงินนั้นมาใช้ทำงานโปรเจคร้อยล้านดีกว่า5555
 
ในที่สุดเมื่อตัวเลขในธนาคารเริ่มจะติดตัวแดง และเมื่อมีจดหมายทวงเงินจากบัตรเครติดส่งมาถึงบ้าน
ไม่นะ เราสัญญากับตัวเองมาโดยตลอดว่าจะไม่ยอมเป็นหนี้บัตรเครติด
แล้วก็บอกทุกคนเสมอว่า ไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้นะ ไอ้บัตรเครดิตเนี่ย
แล้วนี่อะไร รัตนาวดีกำลังกลืนน้ำลายตัวเองดังเฮีอกกก..!!
 
คิดได้ดังนั้น เราก็เริ่มหางานจริงจัง ประมาณช่วงก่อนเช้งเม้งนิดหน่อย
ไปสัมพาษณ์งานมาทั้งหมดก็5ที่ ที่นี่เป็นที่ๆ5
jobtopgun,S&Jในเครือสหพัฒน์,TVdirect และ บริษัทแอ้Beauty Line
ขอบคุณเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนตัวเป็นๆ และเพื่อนๆในโลกอินเตอร์เนท ที่ช่วยรัตนาวดีหางานนะจ๊ะ
 
คอนเสปการหางานในฝันของรัตนาวดี คือ
1ใกล้บ้าน
2ฐานเงินเดือนดี
3มีคอมมิชชั่น
4ทำงานแค่จันทร์-ศุกร์
5ได้ไปตปท.บ้างก็ดี(optional)
 
ที่นี่ตรงกับที่เราต้องการเกือบทั้งหมด ยกเว้นข้อเดียวคือ ที่นี่ทำงานเสาร์เว้นเสาร์
และคอมมิชชั่นออกมาในรูปแบบของbonus1เดือน ทุกๆ6เดือน
และได้ทุกแผนกเหมือนๆกัน ไม่ใช่ค่าคอมตามยอดขายเหมือนแต่ก่อน
มันก็ดีตรงที่ทุกๆแผนกช่วยเหลือกันและกันดีมาก เพราะทุกคนก็อยากได้bonus
แต่มันก็ทำให้เราได้เงินเป็นก้อนเท่าๆกัน ไม่ค่อยท้าทายในการทำยอดขายเท่าไหร่
 
ตอนนี้เริ่มงานที่ใหม่ได้2อาทิตย์แล้ว ขอยังไม่บอกชื่อบริษัทดีกว่า
เป็นบริษัทส่งออกเสื้อผ้าเด็ก แต่ไม่ได้มีโรงงานเป็นของตัวเอง
ออกแนว ซื้อมา ขายไป เป็นพ่อค้าคนกลาง+สโตร์เฉยๆ
 
เจ้าของบริษัทใหม่เรานี่มีกิจการหลายอย่างมากมาย
ทั้งหมู่บ้านจัดสรร,สวนไผ่,ประดับยนตร์ ตลาดนัด คอนโด และเสื้อผ้าเด็ก
แต่ละอย่างนี่ไม่ได้เข้ากับเลยแม้แต่น้อย
เราก็เข้ามาเป็นInternational SalesในMarket Dept.ของเสื้อผ้าเด็กที่นี่
 
ขอเล่าตั้งแต่โดนเรียกมาสัมพาษณ์ แบบว่าถูกชะตาตั้งแต่HRโทรมา (อย่าหาว่าเว่อร์เลยนะ 5555)
ก็ทั้งน้ำเสียง ทั้งวิธีการพูดของพี่เค้า ดูเป็นมิตร แล้วก็มีชีวิตชีวากว่าที่เคยเจอมา
ฟังจากเสียงแล้วดูมีความสุข แล้วก็เรียกเราว่า "หนู"ด้วย 
"หนูพอจะมีเวลาว่างเข้ามาสัมพาษณ์ให้พี่บ้างมั๊ยคะ"อะไรแบบนี้
พอมาสัมพาษณ์ เจอพี่เค้าตัวเป็นๆ ก็เป็นคนอย่างนั้นจริงๆ
(จนถึงวันนี้ ผ่านมา2อาทิตย์ เราก็ยังเห็นว่าเค้าปฏิบิตัตัวกับพนักงานทุกคนได้น่ารักจริงๆ)
 
งานที่ต้องทำแทบไม่ต่างจากที่เก่าซักเท่าไหร่ เพียงแต่เปลี่ยนตัวProductจากJewelryเป็น เสื้อผ้าเด็ก
เราเป็นคนติดต่อกับลูกค้าโดยตรง หาลูกค้า แล้วก็ประสานงานกับทุกฝ่ายในบริษัท รับหน้าแทนเจ้านาย ฯลฯ
แต่ที่ต่างกันก็คือ ที่นี่ทำงานมีระบบมาก มีIntranet System มีโปรมแกรมปฎิบัติการของตัวเอง
ทุกอย่างสามารถทำจากคอมฯที่โต๊ะได้โดยไม่ต้องเดินไปหาใคร ยกเว้นว่าจะต้องการลายเซ็นเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น
ทุกแผนกสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษเบื้องต้นได้ ,สั่งงานผ่านระบบ ,ส่งmemoโดยการเขียนemail เริ่ดดดด
 
เริ่มงานมา2อาทิตย์เต็มๆ แต่ยังเลื่อนลอย ไม่ได้จับงานเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่
เพราะสายงานของเราทุกอย่างขึ้นตรงกับบอสหมด เพื่อนร่วมงานที่นั่งมองหน้ากันตาปริบๆ
ไม่สามารถโอนงาน หรือassignให้ทำงานอะไรได้เลย
พวกพี่เค้าก็เอาwork instructionมาให้นั่งอ่านเป็นปึกๆ
บอกว่าว่างๆก็เดินไปดูเสื้อผ้าที่ราวได้ ทำความรู้จักproduct,technical termsต่างๆ
แล้วก็หาตลาดลูกค้าใหม่ๆจากทางเนทไปเรื่อยๆ
เราก็ทำความเข้าใจกับprocessงานต่างๆ แล้วก็อ่านเรื่องเนื้อผ้า ศัพท์ทางการตัดเย็บ ฯลฯ
แต่ของแบบนี้ มันก็ต้องทำไปเรื่อยๆก็จะจำได้เองไปโดยอัตโนมัติ
 
มาพูดถึงข้อดีของการทำงานที่นี่เท่าที่รู้สึกได้ตอนนี้ก่อนแล้วกัน
จริงๆก็อาจจะไม่ได้ถือว่าเป็นข้อดีทั้งหมด
แต่ถือว่าเป็นสิ่งแปลกตาแปลกใจใหม่ๆที่ไม่เคยเจอมาก่อนละกัน
 
-ฐานเงินเดือนมากกว่าที่เก่าเท่าตัว..อืม อันนี้ไม่ต้องอธิบายต่อ ถึงที่เก่าจะมีcommissionแต่ก็ใช่ว่าจะได้ทุกเดือน
-ใกล้บ้านมาก สามารถตื่น7.30อาบน้ำแต่งตัว และยังมีเวลากินข้าว+เดินตลาดเช้าอีก ถ้าง่วงมากๆ ตื่น8โมงก็ยังทัน
-ประหยัด เพราะนั่งรถเมล์ได้เกือบทุกสาย และมีรถเมล์ฟรีมาเรื่อยๆ ใช้เวลา20-30นาที ถึงออฟฟิส ถ้าTaxi10-15นาที
ค่าใช้จ่ายอาทิตย์แรกตกวันละ100เอง รวมค่ากิน+ค่ารถ แถมยังแอบมีสอยtaxiไป1วันเพราะตื่นสายด้วย
-อยู่ติดoffice buildingแถวอโศก ทำให้ตื่นตาตื่นใจได้ในช่วงตอนเช้าและพักเที่ยง รู้สึกได้เป็นสาวออฟฟิสจริงจังซักที555
-ตอนเช้ามีออกกำลังกายด้วย ตอน8.50ก่อนเข้างาน จะมีเสียงตามสาย เปิดเพลงมาให้พวกเราได้ยืดเส้นยืดสายก่อนเข้างาน
-มีคนทำโน่นนี่ให้ทุกอย่าง ประทับใจมากตอนมานั่งวันแรก แค่จะสลับสายโทรศัพท์กับพี่ที่โต๊ะข้างๆก็ไม่ต้องทำเอง
โทรเรียกช่างมาทำให้ แค่มุดโต๊ะลงไปแล้วสลับสายแค่นั้นยังไม่ต้องทำเองเลย!!
-ตอน11.50ก่อนไปกินข้าวทุกวัน เค้าก็จะเปิดเพลงบริษัท เป็นเนื้อเพลงปลุกใจให้รักองค์กร สู้เพื่อองค์กรอะไรแบบนี้
แล้วทุกวันอังคาร,พฤหัส จะมีการเลือกพนักงานไปสัมพาษณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับการทำงาน ฯลฯ ออกเสียงตามสายด้วย!
 
ไม่รู้เค้าทำยังไงให้พนักงานรักองค์กร ขนาดยอมเดินขึ้น-ลง5ชั้นโดยไม่ใช้ลิฟท์ เพื่อช่วยบริษัทประหยัด
แต่ก็อีกนั่นแหละ แผนกอภิสิทธิ์ชนอย่างSalesก็ขอไม่เกี่ยวด้วยในข้อนี้ 555
เริ่มรู้สึกแล้วว่าไม่ว่าจะบริษัทไหน แผนกนี้ก็โดนมองจากแผนกอื่นว่าเป็นอภิสิทธิ์ชนเหมือนกันหมด
ทั้งๆที่เพียงแค่เรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองควรจะได้ และไม่ยอมเสียในสิ่งที่ไม่ควรเสียต่างหาก
 
ข้อดีของมันก็มีอยู่มาก และข้อเสียของมันก็ไม่ได้น้อยซักเท่าไหร่
ประเด็นแรก การที่มีITเป็นของตัวเอง หรือที่นี่เรียกMISเนี่ย ทำให้จำกัดการท่องเว็บของรัตนาวดีมาก
แม่เจ้า!! ก่อนอื่นรัตนาวดีถึงกับต้องไปถามกูเกิล ว่าMISคืออะไร เพราะด้วยสมองอันน้อยนิด
ก็เข้าใจไปเองว่าย่อมากจากmiscellaneousที่แปลว่าจับฉ่าย ทำแมร่งทุกอย่างแต่เรียกให้ดูดีไปงั๊น
แต่มันก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเป็นคนวางระบบทุกอย่างขององค์กร แบบว่ากุมอำนาจ(การเข้าถึง)สื่อมากๆ
จริงๆแล้วMISย่อมาจาก Management Information System 
หมายถึง "ระบบสารสนเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อนำข้อมูลทั้งภายใน และภายนอกองค์การ มาจัดทำเป็นรายงานสารสนเทศ
เพื่อให้ผู้บริหารใช้ในการจัดการ" จอร์ชชช!! แลดูดี… เป็นความรู้ใหม่ประดับเกล้าจริงๆ
 
จริงๆบริษัทเราได้บล็อคหน้าfacebookไปแล้ว แต่ด้วยความสามารถของแผนกเรา
จึงทำให้สามารถเข้าเว็บได้ด้วยวิธีตุกติกต่างๆ แต่ในที่สุดMISเนี่ยก็สามารถtrackการเข้าเว็บของเรา
แล้วก็กันเราไม่ให้เข้าใช้ในที่สุด นั่งอยู่โต๊ะติดๆกันแท้ๆ แต่เรื่องแบบนี้เค้าไม่พูดกัน
เอาเป็นว่า มึงเข้าไม่ได้เมื่อไหร่ ก็แปลว่ากูรู้แล้วว่ามึงแอบเข้าแล้วกัน อะไรแบบนี้ 555
 
ตอนนี้สิ่งที่แอบหวั่นใจอยู่อย่างนึงก็คือ เพื่อนร่วมงานของเราที่อยู่แผนกเดียวกัน
ทุกคนเป็นนร.นอกหมด แล้วก็จบmarketingมาโดยตรง
วันๆเค้าก็จะพ่นภาษาอักษรย่อ3ตัวใส่กัน MIC GDP MOQ COD FOB CIF LCD ABC HIV ETC….บลาๆๆ
รัตนาวดีก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง ปกติก็ถาม แต่เวลาถ้าอยู่กับเจ้านาย หรือคนเยอะๆ ก็จะมาอาศัยกูเกิลเอาเหมือนเดิม
แอบเครียด..แล้วเวลาเค้าพูดกันบางทีมันก็จะเป็นสำเนียงเด็กนอกนิดๆ แบบออกเสียงกลมๆในคอนิดนึง
คือเค้าทำแล้วมันลื่นนะ ไม่น่าเกลียด สำเนียงภาษาอังกฤษก็ดี
แต่ถ้าเราติดเนี่ยสิ!! ถ้าเราติดแล้วเอาไปใช้ในขีวิตประจำวันบ้างคงโดนหมั่นไส้น่าดู
แบบ..อีนี่ เป็นใครมาจากไหน เมืองน่งเมืองนอกก็ไม่ได้ไปเรียนกะเค้า ยังมากระแดะ 555
และที่สำคัญ รัตนาวดีค่อนข้างมั่นใจมากว่าจะติดมาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
ถ้าเพื่อนๆคนไหนอ่าน ช่วยเข้าใจรัตนาวดีด้วยนะคะ ><
 
เฮ้อออ…ตอนนี้ชักเบื่อๆ ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า จ้างเรามาแล้วก็หางานให้ทำบ้างอะไรบ้าง
มานั่งไร้ค่าไปวันๆมันแย่ๆยังไงไม่รู้ ถึงเวลาสิ้นเดือนก็รับเงินเดิน
เฮ้อออ…ของแบบนี้มันพูดไม่ได้ เพราะถ้าพูดไปมันก็เหมือนสร้างภาพ
ทำไม ให้มานั่งเฉยๆ ถึงเวลาก็รับตัง ไม่ดีตรงไหน
แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้นหว่ะ อยากทำงาน อยากหารายได้เข้าบริษัทให้คุ้มกับที่เค้าจ้างเรามา
ตอนนี้สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวก็คือ เรียนรู้ๆๆๆๆๆเอง
 
ที่อัพบล็อคได้ยืดยาวขนาดนี้ เพราะเรานั่งว่างๆเกือบทั้งวันในออฟฟิส
อย่างที่บอกไปตั้งแต่แรกว่าไม่มีคนassignงานให้เราได้เลยนอกจากบอสเท่านั้น
ซึ่ง2อาทิตย์ที่ผ่านมา เค้าไม่ว่างเลย!!
ใจนึงก็แอบคิด กลัวคนอื่นจะคิดว่าเรากินแรง เวลาเปิดเว็บไรก็แอบเกร็ง
เพราะทั้งชั้นมีรวมกันอยู่4แผนก 20กว่าชีวิต ไม่รู้เค้ายังไงกะเรามั่ง
แต่แอบอุ่นใจขึ้นมาหน่อย ตอนที่พี่คนนึงเค้าบอกว่า
"ช่วงนี้บอสเค้ายุ่งๆ อดทนรอหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อละกันนะ"
พี่อีกคนนึงก็บอกว่า "ช่วงนี้ก็คิดซะว่าเป็นช่วงตักตวง เปิดเว็บดูโน่นนี่ไปก่อน
6โมงก็รีบกลับบ้าน อีกหน่อยก็จะไม่ได้ทำอย่างนี้แล้ว" 55
เราก็เลยเห็นทัศนคติเค้าได้จากประโยคเหล่านี้นี้ รู้สึกได้ว่า เค้าก็เข้าใจเราเหมือนกัน
 
การที่ที่นี่linkกับMSNทำให้เรารู้สึกว่าบางทีมันก็เริ่มอันตรายเกินไป
ที่จะมาระบายอะไรๆที่นี่เหมือนแต่ก่อน แต่ยังไงก็คงไม่หยุดเขียน
เขียนมา3-4ปีแล้ว ยังไงก็เลิกไม่ได้ง่ายๆหรอก…
Posted in Uncategorized | 1 Comment

แฮ๊ปปี้บ้างอะไรบ้าง

หลังจากใช้ชีวิตว่างงานมา6เดือนเต็มๆ ตอนนี้รัตนาวดีก็ได้งานใหม่แล้ว
เป็นธุรกิจคนละทางกับที่เคยทำมา หรือที่เคยคิดว่าจะทำเลย
มีความสุขมาก เพราะเป็นงานที่เราหา สมัคร และสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง
(แปลว่าที่ผ่านๆมามีคนช่วยตลอด 555 )
แต่ยังไงเราก็ยังคงเชื่อในconnectionแย่ ยังไงๆมีก็ดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว
 
ตอนนี้จะเดินหน้าเก็บตังจริงๆจังๆแล้ว
ยังไงซะก็ต้องยอมรับเหอะว่า "เงิน" สำคัญที่สุดในชีวิต
เงินมาเป็นอันดับ1 เงินซื้อความสุขได้ อย่าได้เถียง ถึงแม้บางคนจะบอกว่าไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงก็เถอะ
ตราบใดที่เรายังไม่เดินหน้าเข้าหาธรรม แบบหลายๆคนที่เค้าบรรลุไปแล้ว
(หรือพยามโกหกตัวเองอยู่ว่าบรรลุแล้ว) เงินยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด
สำหรับคนที่ยังไม่สามารถปล่อยวางได้อย่างเรา
 
อย่างที่บ่นๆไปในบล็อคที่แล้ว คนเราเกิดมา เติบโต เรียนหนังสือ ทำงาน
เก็บเงิน ซื้อความสุข ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เผลอแป๊บเดี๋ยวก็ตายแล้ว
 
ขอบคุณป๊าม๊าที่ทำให้เราได้เรียนหนังสือที่ดีๆอย่างโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์
เราสัมภาษณ์งานมาหลายที่ แล้วเค้าไม่ทดสอบภาษาอังกฤษเรา เพียงเพราะว่าเราเรียนจบมาจากที่นี่
ส่วนชีวิตมหาลัยที่เราเป็นคนเลือกเองนั้น พูดกันตรงๆว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้
เรากลับอยากเรียนABACมากกว่า ทำไมตอนนั้นถึงไม่โง่กว่านี้หน่อยนะ จะได้เอ็นท์ไม่ติด
เฮ๊ออ..ไม่ได้หมายความว่าตัวเองฉลาดมากมาย (เพราะเอ็นท์จุฬาฯไม่ติด)
แล้วก็ไม่ได้หมายความว่ามหาลัยไม่ดี แต่ทั้งหมดเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น
 
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เป็นแรงผลักดันให้เราหางานจริงๆจัง
หลังจากที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ขายของกุ๊บกิ๊บมาเรื่อย
ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่า ควรทำงานที่ได้เงินดี เพื่อเก็บเงินมาทำงานที่ตัวเองรักจะดีกว่า
ขอบคุณทุกแรงใจค่ะ ^^
Posted in Uncategorized | 1 Comment

คนเดียวบนโลก..ก็พอ

หลายๆครั้งที่เราชอบที่จะอยู่คนเดียว…
มีคนถามตลอดเวลาว่าทำไม ไม่เหงาเหรอ…
ทำไมไปโน่นไปนี่ได้..ไปดูหนังคนเดียวมันแปลกๆ..กินข้าวคนเดียวมันแปลกๆ..ช้อปปิ้งคนเดียวมันแปลกๆ
เราเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว สบาย คล่องตัว และกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่เคย"เหงา"
อาจจะมีบางครั้งที่ต้องการความคิดเห็นจากคนอื่นๆบ้าง…ก็เท่านั้น
 
คนเราเกิดมาตัวคนเดียว และสุดท้ายก็ต้องตายไปเพียงลำพัง
จะไปทำให้ชีวิตมันลำบาก โดยการเอาตัวเราไปผูกติดกับคนอื่นทำไม
ทั้งเพื่อนฝูง พี่น้อง หรือจะใครก็แล้วแต่
แค่นี้ชีวิตมันแก็วุ่นวายพอแล้ว…
 
เออ…กูเห็นแก่ตัว…
แต่ความผูกพัน นำมาซึ่งความเจ็บปวดเสมอ
 
เกิดมา เรียนหนังสือ ทำงาน หาเงิน ใช้เงิน ทำงาน หาเงิน ใช้เงิน แล้วก็ตาย
จะต้องไปคิดอะไรมาก…
พรุ่งนี้ออกไปข้างนอก จะโดนรถชนตายรึเปล่ายังไม่มีใครรู้เลย…
Posted in Uncategorized | 1 Comment

อัพเดทชีวิตติดจรวต Dec09-Jan10

19Dec09-งานแต่งพี่ทอมพี่จันทบุรี
 
 
ทริปนี้2วัน1คืน เหยียบทะเลนิดหน่อย แอลกอฮอร์พอหอมปากหอมคอ
ซีฟู๊ด(แบบมีคนเลี้ยง)เต็มสตรีม…ขอบคุณพี่โหน่งและครูเป็ดสำหรับDinner
และขอบคุณคุณปิ๋มสำหรับ 160กม./ชม. ค่ะ!!!
 
 
และได้ค้นพบตัวเองอีกอย่างว่า ทนเห็นเจ้าบ่าว-เจ้าสาวร้องเพลง"หากันจนเจอ"ด้วยกันไม่ได้
เพราะมันซึ้งปนอิจฉาจนน้ำตาไหล!! (ทำไปได้!!)
ความรู้สึกมันจะเป็นยังไงนะ ถ้าได้ร้องเพลงนี้กับคนที่เราคิดว่าใช่ และกำลังจะมาเป็นคู่ชีวิตของเราจริงๆ
 
 
23Dec.09-Moncheep Studio Staff Trip @ บึงฉวาก สุพรรณบุรี
 
เค้าปิดโรงเรียนไปเที่ยวปีใหม่กัน เราก็เนียนไปเที่ยวด้วยอย่างร่าเริง อิอิ
ตอนแรกว่าจะไปสามชุกด้วย แต่เวลามันไม่ทันเลยไปแค่2ที่
เริ่มทริปจากการไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่ ชื่อวัดก็เป็นสิริมงคลกับปีขาลมาก
 
 
หลังจากนั้นก็ไปสวนสัตว์บึงฉวากกัน ค่าเข้า30บาท ค่าถ่ายรูปกะน้องเสืออีก30บาท
พูดได้คำเดียวว่า ทริปนี้ได้ไปเล่นกับน้องเสือก็คุ้มแล้วสำหรับเรา
เพราะเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันอยากจะทำมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่เคยได้ทำ
ในที่สุด ทริปนี้ก็ได้เล่น แถมไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว เค้าก็ให้เราเล่นยาวเลย
น่ารักมากๆๆๆ อยากได้เอาไปเลี้ยงซักตัว ^^
 
 
หลังจากนั้นก็เข้าไปในUnder Water World เจ๋งมากกกก..
ค่าเข้าคนละ350 ทางเดิน และตู้ปลา ใหม่ สะอาด และหลากหลายกว่าที่คิด
ชอบรูปซ้ายล่างมากๆ รู้สึกว่าหลายๆอย่างมันพอดี และเป็นธรรมชาติ
เหมือนเป็นโปสเตอร์โปรโมทตู้ปลาฉลามได้ 555 ครูเป็ดถ่ายให้
ทริปนี้กินฟรี เที่ยวฟรีตลอดทริป เพราะครูเป็ดซัพพอท ขอบคุณค่า
 
 
26Dec.09-เลี้ยงปีใหม่ที่the Valley ศรีราชา
มื้อเที่ยงเป็นสลัดบาร์และขนมจีนแกงไก่แบบall u can eat
กินอิ่มก็นอนเกลือกกลิ้งในบ้าน เล่นเกมนิดหน่อย และก็ไปเดินเล่นร้านต้นไม้
 

 

งานนี้ก็ไม่มีมาม๊าอีกตามเคย..แต่ก็เอาเหอะ ชินละ
ได้คุกกี๊อัลมอนเป็นของขวัญคริสต์มาสจากพี่กอล์ฟ อร่อยดีแพ็คเกจสวย
พี่กอล์ฟมีพร๊อพเกี่ยวกับคริสต์มาสเยอะเลย น่ารักมากๆๆๆ และซื้อมาไม่แพงด้วย

พอตกเย็นก็ปาร์ตี้บาบีคิวกันต่อ..เนื้อย่าง กุ้งย่าง กั้งย่าง อร่อยมากกก
แต่กว่าจะจุดไฟได้ เล่นเอาพวกผู้ชายเหนื่อยไปตามๆกัน 555 
มื้อนี้ก็ฟรีอีกแล้ว เพราะคุณลุง คุณผ้า พี่บอล พี่กอล์ฟ ซัพพอท ขอบคุณค่า..

29Dec.09 Key Gems New Year Party @ Olive Keeper 

ไปกินกันกับแก๊งสาวๆSales อดีตSales น้องหลีและพี่หน่อยน้อย
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันตั้ง2เดือน สนุกสนานมากมาย เลือกนั่งได้ถูกข้างมาก
เรา ชิสุ กีกี้ นั่งฝั่งเดียวกัน เป็นพวกลั๊นลา ร่าเริง โวยวายเสียงดังเหมือนกัน555
นักร้องเลวมาก ทักโต๊ะเราว่ามาประชุมแอมเวย์ เชอะ!!
เราก็ขอเพลง ร้องเพลง แหกปาก ทั้งคืน ตั้งแต่คนเต็มร้าน จนแทบไม่เหลือคน (เพราะเค้าลุกหนีกันหมด5555)

คืนนั้นเกือบได้ไปนอนบ้านชิสุ แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าขึ้นบันได5ชั้น เลยสร่างเมาทันที555
ตอนแรกนึกว่าจะแพง เพราะกินกันเยอะมากก บางอย่างสั่ง2-3ชุด
แถมพวกคุณๆไฮโซดวดค๊อกเทลกันไปไม่รู้กี่ไห
แต่ออกมาก็ไม่แพงอย่างที่คิด ตกคนละ600กว่าๆ ดีที่ตรวจบิล เพราะมีการคิดเกิน!!
ยังไงมื้อนี้เราก็เหมือนกินฟรีอีกแล้ว เพราะพี่กุ้งกับชิสุจ่ายค่าเครื่องสำอางค์ที่ฝากซื้อจากเกาหลีประมาณ700พอดี!!
มื้อนี้ก็ทำให้รู้สึกบางอย่างว่า เวลาเราเป็น"คนนอก"มันก็ให้อีกความรู้สึกที่แปลกๆเหมือนกันนะ
แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าอยากกลับเข้าไปนะคะ..หุหุ

 1Jan.10-พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ/ร้านระเบียงทะเล

ตอนแรกว่าจะไปแค่กินข้าวที่ไหนซักแห่ง และไปดูนกนางนวลที่บางปู
พอขับผ่านพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณก็เลยแวะเข้าไปซักหน่อย ค่าเข้า150
ข้างในสวยมาก สถาปัตยกรรมเค้ามีดีเทลเล็กๆน้อยๆที่เราชอบ
ที่ชอบสุดเลยคือเพดานลูกโลกเนี่ยแหละ…งานนี้ท่าทางจะมีแจ็คคนเดียวที่ไม่อิน

พอจะเข้าไปตรงสถานตากอากาศบางปูก็ค้นพบว่าคนเยอะ และรถติดมากกกก
เลยสำนึกขึ้นมาได้ว่านี่มันวันปีใหม่นี่นา ก็เลยต้องงดโปรแกรมให้อาหารนกนางนวลไป
คาดว่าวันนี้นกนางนวลคงอิ่มมากแล้ว อาจถึงตายได้ 555
หลังจากนั้นเราก็ไปกินมื้อเย็นที่ร้าน "ระเบียงทะเล" ร้านที่คุณGoogleเค้าแนะนำ
อาหารอร่อยและบรรยากาศดีมาก เหมือนกับที่หลายๆคนreviewไว้ในเว็บต่างๆ
แต่ราคาก็ใช้ได้อยู่เหมือนกัน ตกหัวนึงก็ประมาณกินบุฟเฟ่โรงแรม แต่ว่าเราก็กินกันเยอะมากกกกกอ่ะ!!
ทริปนี้ ป๊าเลี้ยงทั้งทริป ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ขอบคุณมากคร่า..อิอิ

6-12Jan.10-ทริปดำน้ำที่หมู่เกาะสุรินทร์

ไปกันโดยรถทัวร์ที่สายใต้ใหม่..โอวแม่เจ้า การที่เคยได้นั่งJEJU AIRLINEตอนไปเกาหลี
ทำให้รถทัวร์ ปอ.1 เมืองไทยดูเป็นสวรรค์ไปเลย

ทริปนี้ซื้อเป็นแพ็ตเกจไป ได้ดำน้ำ3วัน และเดินเที่ยวหมู่บ้านมอแกนอีก1วัน
วันแรกดำ อ่าวเต่า,อ่าวแม่ยาย,แหลมแม่ยาย
วันที่2 เกาะสต๊อก,อ่าวจาก,เกาะตอริลล่า,อ่าวผักกาด และซ้ำอ่าวเต่าอีกที
วันที่3 อ่าวสุเทพ,อ่าวมังกร,หาดไม้งาม และซ้ำ อ่าวผักกาด,อ่าวเต่า และหินแพ
จอร์ชชช ขอบคุณครีมกันแดด ที่ช่วยให้เราดำขึ้น อย่างทำใจได้ 555

ทริปนี้ผู้อุปถัมภ์หลักคือพี่เต้และพี่ฝน ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
ปกติไปตจว.แบบนี้ ต้องกินมาม่าและบรรดาเครื่องกระป๋องต่างๆ
แต่ทริปนี้กินอยู่อย่างราชามาก บุฟเฟ่3มื้อ แถมเรือเป็นแบบprivate บรรยากาศทุกอย่าง สุดยอดดดด!!! 
ต้องขอบคุณ คุณพี่มานพ จากBaracuda Tourด้วย ที่เป็นไกด์ที่สุดยอดมากๆเลย
(ถ้าไม่นับตอนที่หลอกให้ว่ายทวนน้ำเหมือนแข่งโอลิมปิคอ่ะนะ…เชอะ!!)

จบทริปตระเวนเที่ยวแบบคนว่างงานตลอดเดือนกว่าๆ
ท่าทางจะจริงอย่างที่หมอดูบอก ว่าเราเป็นคนมีดวงผู้ใหญ่อุปถัมภ์
ตั้งแต่ตกงานมานี่ มีแต่คนพาไปเที่ยวทั้งนั้นเลย
ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆคนเลยนะคะ..
สิ่งที่หมอดูยังไม่แม่นอีกเรื่องคือ หมอดูฟันธงฉึบ ว่าเราจะได้งานที่ๆนึงแน่นอน
ตอนนั้นเรารอที่ S&J Inter. อยู่ที่เดียว แต่ตอนนี้คงหมดหวังกับที่นั่นแล้วล่ะ
เพราะเป็นการสัมพาษณ์งานที่ห่วยแตกที่สุดในชีวิต
แบบ…อยากได้มาก..เลยตื่นเต้นมาก…รนมาก และไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างรุนแรง
ที่ไม่ได้มันก็ถูกแล้วล่ะ อย่างน้อย หมอดูก็ทำให้เราสบายใจไปได้ช่วงนึง

มีดวงอีกหลายที่บอกว่าเราจะดวงดีตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนเม.ย.
อยากทำอะไรให้รีบทำ..คอยดูต่อไปแล้วกัน ว่าโชคชะตะขีดเราไปทางไหน…

Posted in Uncategorized | Leave a comment

เรียนเพ้นท์เล็บช่วงตกงาน

เนื่องจากตอนนี้รัตนาวดีก็ว่างงานอยู่ ก็เลยไปลงเรียนเพ้นทืเล็บที่วัดธรรมมงคล สุขุมวิท101
ที่นี่ใกล้บ้าน และมีสอนเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ทำกับข้าว ทำขนม ของว่าง เครื่องดื่ม
แปรรูปอาหาร ทำผม ทำเล็บ แต่งหน้า ตัดเสื้อ ร้อยลูกปัด ดอกไม้ประดิษฐ์
ซ่อมคอม ซ่อมมือถือ นวดตัว นวดเท้า ผ้าบาติค ฯลฯ เกินกว่าจะจำได้หมด และที่สำคัญ ทุกอย่างฟรี!!
เฉพาะค่าเรียน แต่ค่าอุปกรณ์ต่างหาก แต่ราคาอุปกรณ์เค้าบางอย่างก็ไม่ได้โขกสับมาก
ถ้าเอาสะดวกก็ซื้อๆไป คิดซะว่า ช่วยค่าใช้จ่ายในการจ้างครูมาสอนพวกเรา
แต่ถ้าคิดว่าเค้าโก่งราคาไปหน่อย ก็ไปหาซื้อเอาที่อื่น แล้วค่อยเอามาเรียนก็ได้ ไม่ว่ากัน
 
สนใจรายละเอียด ติดต่อ
ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร วัดธรรมมงคล       
ที่ตั้ง ซอยปุณณวิถี 20 สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
โทร. 0-2331-7573-4
 
ที่เลือกเรียนเพ้นท์เล็บที่เพราะชอบทำเล็บ เพ้นท์เล็บมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่เล็บจริงๆของตัวเองจะสั้นกุดนิดเดียว เลยถนัดทาสีแรงๆมากกว่า
นานๆจะไปต่อเล็บ ทำเป็นลายอลังการบ้างเป็นครั้งคราว
 
อาทิตย์แรกที่เรียนก็โดดซะแล้ว เพราะยังไม่กลับจากเกาหลี
เค้าก็สอนวิธีเพ้นท์เบื้องต้น การผสมสี กราใช้พู่กัน แล้วก็สอนลายง่ายๆพวก ดอกไม้ ผลไม้ หัวใจ อะไรเทือกนั้น
มาดูผลงานสัปดาห์แรกกันเลยดีกว่า ง่อยมาก ทั้งการผสมสี และลายเส้น
 
สัปดาห์ที่2 สอนการทาเล็บ2สี และเฟรนช์ปลายเล็บ เพิ่มลายยากขึ้นมาหน่อย และเป็นลาย2-3สี
ลายแมงปอ กระต่ายplayboy ต้นมะพร้าว เกล็ดหิมะ และปลาโลมา(ซึ่งหลังๆกลายเป็นปลาวาฬ)
ส่งการบ้านแล้วได้รับการคอมเม้นท์ว่า ใช้พู่กันได้ดี แต่ผสมสียังไม่เนียน
 
สัปดาห์ที่3 สอนทำลายน้ำ และการตบสี
ทำลายน้ำไม่ประสบความสำเร็จอย่างแรง!!! เบี้ยวไปเบี้ยวมา ไม่เป็นรูปเป็นร่าง
กว่าจะได้แต่ละนิ้ว หมดยาทาเล็บไปเป็นขวด ดีนะไปซื้อแบบขวดละ10บาทมาเล่น ไม่งั๊นเปลืองแย่
อยากรู้ล่ะสิว่าทำยังไง…ฮี่ๆๆๆ
 
และก็สอนเพ้นท์พื้นท้องฟ้า สีกลางวัน และสีกลางคืน (เล็บที่3,4จากขวา)
การตบไล่สี อันนี้ก็ถือว่าเราทำได้โอนะ555(เล็บที่1,3,5,6และขวาสุด)
 
สัปดาห์สุดท้าย เรียนการต่อเล็บปลอมแบบPVC ทั้งแต่ง ทั้งตะไบ ติดกาว เลอะเทอะไปหมด
ติดแล้วก็แกะ แกะแล้วก็ติด เบี่ยวไปเบี้ยวมา แถมดันโง่แกะผิด ไปแกะเอาเล็บจริง เล่นเอาเล็บจริงเหลือบางนิดเดียว
ตอนนี้เล็บกลับมาพังยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เน่ามาตั้งนานจากที่ไปต่อเล็บมาครั้งก่อน
 
มาดูผลงานต่อ+เพ้นท์เล็บของพลอยกันบ้าง….หุหุหุ 
ทำได้มือเดียว เพราะเพ้นท์ด้วยมือซ้ายไม่ด้ายยยยยยจริงๆ….งามมิ

หลังจากเลิกเรียนเพ้นท์เล็บได้ไม่นาน ก็เริ่มมีเวลาว่างกันเล็กน้อย
พอดีเราไปเจอหมวกใบนี้ในเว็บๆนึง แอบถูกใจมากมาย อยากด้ายย ^O^
เลยเซฟรูปไว้จะให้พลอยถักให้

 

พอเอาแบบไปให้พลอย เย็นวันนั้นก็ไปซื้อไหมพรมกันเลย
แล้วพลอยก็สามารถทำให้เสร็จเรียบร้อบ ออกมาเป็นแบบนี้ภายใน3วัน
ไม่ได้เหมือนกัน100% แต่ก็ออกมาน่ารักมากๆๆ
ชอบสุดๆ…มีแต่คนถามว่า จะใส่ไปไหน!! 5555
ไม่รู้จักรัตนาวดีซะแล้ว..ร้อนแค่ไหน ดิชั้นก็แอ๊บหนาวได้ เพื่อพร๊อพ 5555

Posted in Uncategorized | 1 Comment

24Nov.09 Pattaya~Louis Tussaud’s Wax Works

ในที่สุดก็ได้ไปมาซะที หลังจากอยากไปมาตั้งนานแล้ว
จริงๆปกติถ้าเรายังมีงานทำเหมือนชาวบ้าน เราก็คงไม่ได้มีความอยากไปขนาดนี้
แต่เพราะตอนนี้ว่างด้วยล่ะมั๊ง ก็อยากไปเที่ยว อยากไปทะเล
อยากไปหลายๆที่ในเมืองไทยที่ยังไม่เคยไป
เห็นแคมเปญ 7ดาว 8ตะวันอะไรนั่น ของททท. ก็อยากไป
เมืองไทยมีที่ให้เที่ยวอีกเย๊อะ ลำบากตรงที่ ไม่มีคนไปด้วยเนี่ยน่ะสิ
จำได้ว่าไปเพชรบุรีคราวที่แล้วเมื่อหลายปีก่อน ใบไม้สีแดงคล้ายใบเมเปิ้ลสวยมาก
อากาศก็ดี แค่ไปนั่งเฉยๆ สูดอากาศบริสุทธิก็คุ้มแล้ว พูดแล้วก็อยากไปอีก….
 
 
ก่อนอื่นเลย คำถามที่หลายๆคนจะถามเป็นคำถามแรกเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ก็คือ
"เหมือนมั๊ย?"
บอกได้เลยว่า
"ไม่เหมือนเลยยยยย"
แต่อาศัยแต่งตัว พร๊อพ ฉาก ช่วย แต่เราก็ไม่ได้เสียดายนะที่มันไม่เหมือน
เข้าไปสนุกสนานกับบรรยากาศ ถ่ายรูปขำๆ หาactivityทำกับเพื่อน หรือ ครอบครัว
ถ้ายังไม่เคยไป 300บาท ลองดูซักครั้งกับพิพิธภัณ1ใน5สาขาของโลก เราก็ว่าโอเคแล้ว
 
พัทยาทริปนี้ เริ่มจากนัดเจอกันที่บ้านอี๊ต๋อย ไปถึงพัทยาเสร็จสรรพประมาณ11โมง
ไปกินร้าน"ปูเป็น"กัน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะไปกินร้านอะไร พอขับรถไปสุดหาด
มันเหลืออยู่ร้านเดียวก็เลยกิน เพราะหิวมากแล้ว ถือว่าอร่อยพอกินได้ ราคาก็แพงมาตรฐานพัทยา
 
 
หลังจากนั้นก็ไปที่ROYAL GARDEN PATTAYA
ค่าเข้าสำหรับคนไทย400บาท แต่มีโปรโมชั่นลด100บาท เลยเหลือคนละ300บาท
ตอนแรกนึกว่าจะเล็กๆ แต่พอเข้าไป เราใช้เวลา2ชม.ได้ ในการเดินกว่าจะครบทุกห้อง
ถ่ายรูปกับหุ่นทุกตัว แบบว่า สัมผัสแนบชิด
ถ้าหุ่นไหนที่เราไม่รู้จัก ก็จะมีmonitorให้ดูว่าเค้าคือใคร?
 
ก่อนเข้ามาข้างในจะมีTerminator กับ Mr&Mrs.Smithยืนรับแขกอยู่หน้าทางเข้า
พอเข้าประตูมาห้องแรก ก็จะเป็นห้องCELEBแบบดาวค้างฟ้า อะไรแบบนั้น
ก็จะมีทาทา กับ Will Smith ยืนรับแขกอยู่หน้าประตู
 
 
แล้วก็มีCELEBอีกมากมายในห้องโถงทางเข้านี่
ลูกเกด กับตัปปิ้งในตำนาน/เฮียเบ็คกับเจ๊วิคตอเรีย/แอน&เคน!! (เกือบดูไม่ออกแน่ะ!!)
คนอื่นๆในห้องนี้ก็มี โจวเหวินฟะ หลิวเต๋อหัว หลี่หมิง เลสลี่จาง เอ็ดดี้เมอฟี่….ประมาณนี้
 

ห้องอื่นๆถัดๆมาก็จะแบ่งเป็น
ห้องนักกีฬา : เขาทราย ภารดร ไทเกอร์วู๊ด บรูซลี
ห้องนักร้อง : เรน บริทนี่ เจอรี่F4 ไมเคิลแจ็คสัน คาราบาว เติ่งลี่จวิน

แอ๊บท่านางเอกMVกับพี่เจอรี่ซักกกะหน่อย กรี๊ดด เขินนน >//<

ขำมาก..เรน เนี่ยนะ มองไปมองมา หน้าตาดูดีกว่าตัวจริง 555ขอซบอกซะหน่อย ลวนลามหุ่น!!! 5555
ส่งรูปไปให้อีแอ้ดู มันดันดูไม่ออกว่าใคร (ก็นะ เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่เหมือนอย่างแรงอ่ะ!!)

ห้องแฮรี่ : แฮรี่&เฮอไมโอนี่ หมวกคัดสรร
มันจะมีmonitorที่ interactiveกับเรา ให้เราใส่หมวกบ้าง ใส่แว่นบ้าง เล่นได้นิดหน่อยขำๆ

ห้องEngland’s Rose : เจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าชายวิลเลี่ยม&เจ้าชายแอนดรู
ห้องนักการเมือง : โอบาม่า วาลาเดเมียปูติน เหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง นีลสันเมนเดอล่า
ลีกวนยู แม่ชีเทเรซ่า มหาตะมะคานธี ดาไลลามะ

แอบนวดให้เฮียเติ้งซักกะหน่อย ท่านั่งแกสบายซะเหลือเกิน
ส่วนรูปคู่เรากับท่านประธานเหมานี่ ยังกะพ่อลูก 555

ห้องสยองขวัญ : แดร็คคิวล่า แฟรงเกนสไตน์ ฮิตเล่อ!!(มาไง) เจสัน13th เฟรดดี้ครูเกอร์
ขำมากๆ ห้องนี้ เพราะว่ามันจะมีทางแยกให้เลือก ระหว่างคนขวัญอ่อน กับคนอยากลองของ
อี๊ต๋อยเดินไปทางห้องคนขวัญอ่อนอย่างไม่ลังเล แต่มาม๊าลากพาไปห้องลองของด้วย
เลยต้องเดินๆตามๆกันมา มองจากในรูปนี้มันยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่
แต่ตอนอยู่ในนั้นมันน่ากลัวมากๆๆๆๆๆ ไฟมันมืดกว่านี้เยอะ ทั้งเสียง ทั้งบรรยากาศ
แถมวันที่เราไป ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย นอกจากเรา3คนแล้ว เงียบมากกก

ปกติเราก็เป็นคนกลัวอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เจออี๊ต๋อยเข้าไป เล่นเอาเราขำจนน้ำตาเล็ดเลย
อี๊ต๋อยเล่นเดินออกทางหนีไฟเฉยเลยอ่ะ 5555 แต่สุดท้ายก็โดนลากกลับมา
เพราะขู่ว่ามันยังมีทางไปต่ออีกเยอะเดี๋ยวได้ดูไม่หมด เลยยอมเดินกลับเข้ามา
ตลอดทางห้องสยองขวัญเค้าก็ร้องวี๊ดว๊าย แล้วก็ลงไปนั่งกับพื้นขำไม่ยอมหยุดเพราะกลัวมาก
ถึงกับยกมือไหว้หุ่นเลยอ่ะ อย่างฮาาาาา…. มีภาพเป็นหลักฐาน 55555

 

แต่ยอมรับว่าน่ากลัวจริงๆ เราก็กลัวไม่ได้แพ้อี๊ต๋อยซักเท่าไหร่หรอก
ดูรูปดิ แบบไม่ได้ตั้งใจโพสนะ แต่มันออกมาเอง ที่เห็นสว่างๆเนี่ยเพราะแสงแฟรช
จริงๆมันมืดมากกกก แล้วเสียงดนตรีก็เร้าใจมากกกก 5555

ถัดมาก็จะเป็น
ห้องBatman : โจ๊กเกอร์ แบทแมน แคทวูเมน เพนกวิน มนุษเจ้าปัญหา (โรบินไปไหน?)
ห้องภาพยนตร์ : ปารีสฮิลตั้น จาพนม ทอมครูซ ซูฉี และดาราจีนอีก2คนที่จำชื่อไมได้ 5555

พอออกมาจากห้อง ก็จะมีรูปต่างๆของเราที่ตากล้องเค้าตามเข้าไปถ่าย
ขึ้นmonitorให้เราเลือกปริ๊นออกมา เค้าก็จะใส่กรอบให้สวยงาม
ปกติรูปละ300(เค้าบอกมานะ ไม่รู้จริงป่าว) แต่ตอนนี้มีโปรโมชั่นรูปแรก150
รูปต่อๆไป รูปละ50บาท กี่รูปก็ได้ เราก็เลยอัดมารูปนึง
(จริงๆรูปเรามีน้อย เพราะพอตากล้องมาเราก็เดินหนีไม่ให้เค้าถ่าย เพราะกลัวเสียเงิน 5555)
มาม๊า2รูป อี๊ต๋อย3รูป รวม400บาท
ขอบอกไว้เลยว่าที่นี่ตากล้องแอบห่วย!!! มุมกล้องแย่ ความสามารถในการถ่ายรูปยังไม่ถึง
แสงมันน้อยขนาดนั้น ไอ้เราเห็นแบกกล้องใหญ่มาเลย กะว่ารูปออกมาสวยแน่
แต่พอเอาเข้าจริงๆ เราว่ารูปในกล้องเรายังจะสวยซะกว่า
ขอบอกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยนะคะว่าถ้ามีตากล้องที่รูปมุมถ่ายให้สวยกว่านี้
รับรองคุณได้เงินจากนักท่องเที่ยวอีกเยอะ เห็นแล้วมันหงุดหงิดใจ อยากจะไปถ่ายเอง!!!

ออกมาจากห้องหุ่นก็4โมงเย็นแล้วเราก็เดินออกมาจากRoyal Garden
ข้ามมาชายฝั่งแล้วก็นั่งมันตรงนั้นเลย ไม่ต้องเลือกมาก
สั่งกุ้งเผาครึ่งโล เก๋านึ่งมะนาว ข้าวผัดมันปู เบียร์2 ไสปรท์1 +ทิชชู่1ม้วนและเก้าอี้3ตัว = 1030บาท!!
ซื้อกุ้งย่างที่เค้าหิ้วมากอีก 150บาท ของทอด3อย่างอีก75บาท
ตอนกินกุ้งคิดถึงพี่กุ้งเลย อยากไปกินกุ้งเผาด้วยกันอีก ต้องกินหลายๆคน ช่วยกันปิ้งแต่แย่งกันกินถึงจะสนุก

เที่ยวแบบนี้ก็ราคาประมาณนี้ป่าววะ แถมเป็นหาดติดห้าง ก็อัพราคากันไป
เดี๋ยวนี้เที่ยวเมืองไทย ราคาค่ากินอยู่ยังกะเที่ยวเมืองนอก ถูกกว่าก็ตรงค่าเดินทางเนี่ยแหละ
แต่แอบได้ยินม๊ากะอี๊ต๋อยเคลียร์บัญชีกัน ตกคนละ1500ได้
รวมค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่ากิน ค่าเข้าชมหุ่น ฯลฯ จอร์ช!! นานๆไปทีก็ได้วะ!!

ยังไงก็ขอขอบคุณมาม๊าที่พาลูกสาวไปสนองneed
แล้วก็ขอบคุณอี๊ต๋อยที่เป็นคนขับรถพาไปนะคะ

ดูอัลบั้มรูปเต็มๆ >>> CLICK

Posted in Uncategorized | Leave a comment

6-10Nov.09 @ Korea (My Dream City)

เอิ่มม…ไปเที่ยวเกาหลีมา..กลับมาได้อาทิตย์นึงแล้ว
จะมาอัพตอนนี้เลยเริ่มเนือยๆนิดนิง..อย่างว่าเหล็กมันต้องตีตอนร้อน
อีกอย่าง..ถ่ายรูปมา1400กว่ารูป นั่งเลือก นั่งตัด นั่งแบ่งและไรท์แจกจ่าย
แล้วก็คัดรูปตัวเองออกมาได้เกือบ300รูป รีทัช+อัพขึ้นเว็บ โอวแม่เจ้า
มาดูเวลาอีกที นี่มันผ่านไปอาทิตย์นึงแล้วนี่หว่า 5555+
 
 
ก่อนไปก็ได้ยินเค้าว่ากันว่า เกาหลีไม่มีอะไรเลย น่าเบื่อ ไปครั้งเดียวแล้วก็ไม่อยากไปอีก
หลังจากไปลองด้วยตัวเองกลับมาแล้ว ก็ต้องขอคอนเฟิร์มว่า "จริง"
โดยเฉพาะกับคุณผู้ชายทั้งหลายคงยิ่งเบื่อน่าดู เพราะคงไม่สนใจช้อปปิ้งเป็นแน่
 
แต่สำหรับรัตนาวดี ถ้าให้กลับไปอีก..รับรองว่าถ้ามีโอกาสรัตนาวดีต้องขอไปอีกครั้งแน่ๆ
เพราะว่าชอบหลายๆอย่าง ชอบอากาศ ชอบอาหาร ชอบบรรยากาศ และเชื่อว่ายังมีอีกหลายยยอย่างที่นั่นที่เรายังไม่ได้เห็น!!
แต่ขอฟันธงไว้อย่างนึงเลยว่าไม่มีผู้ชายหน้าตาดี K-POP ไรงี๊ อย่าได้คาดหวังว่าจะมาเดินตามท้องถนน!!
 
ส่วนใหญ่สาวๆทุกคนจะบอกว่าอยากกลับไปช้อปปิ้งเครื่องสำอางค์
แต่เราเฉยๆ เพราะทั้งETUDE, SKINFOOD, THE FACE SHOP etc.
ไม่ใช่เครื่องสำอางค์ที่เราใช้อยู่แล้ว….ของที่เห็นหิ้วๆมาเยอะๆเนี่ย ของฝากซื้อและซื้อฝากทั้งนั้น
ถ้าช้อปปิ้งนี่ รัตนาวดีprefer HKมากกว่านะ…หุหุ ของกิน ของใช้หลากหลาย
เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าทั้งBrandName และไม่มีBrand
ถูกจริง ถึงแม้จะเป็นงานคุณภาพจีนก็เถอะ เรียกว่าละลายเงินรัตนาวดีได้มากกว่าเกาหลีมากมาย
และที่สำคัญที่สุดมีผู้ชายหน้าตาดีที่สัมผัสได้ตามท้องถนน และรถไฟใต้ดิน โดยไม่ต้องศัลยกรรม 5555
 
 
สิ่งที่เราชอบที่สุดเลยในการไปเกาหลีครั้งนี้ ก็คือเกาะนามิ
ขนาดเราไปตอนที่ใบไม้ร่วงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีมุมอีกหลากหลายให้ชื่นชม
มองไปทางซ้ายจะเป็นทิวต้นไม้ที่ร่วงแล้วเหลือแต่กิ่ง แต่พอมองไปทางขวา ทิวต้นไม้ยังเป็นสีเหลืองๆแดงๆอยู่เลย
ยิ่งพอกลับมาดุรูปที่บ้านนะ หูยย…เหมือนภาพวาด แล้วเอาตัวเราเข้าไปแปะเอาไว้..!!
แล้วที่นั่นก็จะมีคู่รักเดินกันเป็นคู่ๆ โพสท่าถ่ายรูปกันแบบสวีทมากกกกก บรรยากาศก็โรแมนติกสุดๆ
เอาจริงๆนะ เราว่าโรแมนติกกว่าตอนเราไปเวนิสอีกอ่ะ!!!
เสียดายที่ได้เดินอยู่ไม่นาน เพราะไปกับทัวร์ แถมยังเสียเวลาที่airportอีกตั้งนาน
(เพราะมี2คนโดนตม.เด้ง ส่วนอีก2คนหลบหนีเข้าเมืองไปทำงาน แม่เจ้า!!)
เลยมีเวลาชื่นชมธรรมชาติอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่นาที ยังดูไม่หมดเลยอ่ะ!!
 
ท่าทางBLOGนี้จะยาวเฟรื้อยเลย แบ่งเป็นวันๆให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยแล้วกัน
เอาตารางทัวร์ไปดูก่อนว่าวันๆทำไรมั่ง
Day1
Inchon Airport-Nami Island-Soraksan-Sinneunsa Temple-YongPyong Ski Resort
Day2
Hanbok Dressing-Kimchi School-Everland-Hwasong-Landmark Hotel
Day3
Folk Museum-Gyeongbok Palace-Seoul Tower+Teddy Bear Museum-Dongdaemon-Insadong-Stay7 Hotel
Day4
Ginseng Center-Amethyst Factory-Dongwha Duty Free-ChonGaeChoen-Myeongdong-Super Market-Inchon Airport
 
ท่าทัวร์เบ็ดเสร็จ 22300 บาทเนท คนอื่นจะว่ายังไงไม่รู้ แต่สำหรับเราขอใช้คำว่า "สมราคา"
สิ่งที่เสียดายมีอยู่ไม่กี่อย่าง….ข้อ1-7นี่เรียงตามลำดับความ"เซ็ง"จากมากไปหาน้อย 555…
 
 
 
1  รัตนาวดีทนไม่ไหวกับLOW COST AIRLINEจริงๆ โดยเฉพาะเวลามีอีแอ้ดิ้นไปดิ้นมาเพราะนอนไม่หลับอยู่ข้าง 5555
ลืมนึกไปว่า สายการบินLOW COST คนนั่งก็ต้องLOWไปด้วย อย่าหาว่ากระแดะเลย
ขาไปยังเฉยๆเพราะเราโชคดี ได้นั่งแบบ3ที่ 2คน ดีนะที่ไปขอเค้าเปลี่ยนที่นั่งใหม่ถึงได้นั่งด้วยกัน
ไกด์คนที่มาจองที่ให้นี่ไม่ได้เรื่องเลย จองที่นั่งกระจัดกระจายมาก!!!มาด้วยกันทำไมไม่จองที่นั่งด้วยกันฟระ!!
ส่วนขากลับนี่ไม่มีโอกาสได้เลือกที่นั่งเอง ยังดีที่ได้นั่งด้วยกัน แต่ความซวยก็คือนั่งติดทางหนีไฟ ทำให้เอนเบาะไม่ได้!!!
อีกอย่างความรู้สึกมันยังกะนั่งรถทัวร์จีน เพราะกรุ๊ปที่มาด้วย ช้งเช้งกันตลอด อาซิ่ม อาอึ้ม หมวยเล็ก ตี๋น้อย ห่าไรเนี่ย
แล้วมากันเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ตะโกนข้ามกันไปมาไม่เกรงใจคนอื่น มีตุ๊ดปากจัดพูดมากอยู่คนนึงด้วย
ไอ้เราจะพูดไรได้ เดี๋ยวมันด่าให้กลับไปนั่งTG เอาวะ  แค่4-5ชม. หลับๆไปเดี๋ยวก็ถึง 
 
 
 
2 ตอนขาไป มีคนในกรุ๊ปโดนตม.เด้ง2คน และหลบหนีเข้าเมืองไปทำงานอีก2คน 
ทำให้ต้องเสียเวลารออยู่ที่airportนานมาก เพราะไกด์ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้ามั่ง
ตารางของวันแรกเลยเป๋ไปหมด ได้เดินเล่นเกาะนามิแป๊บเดียว
แถมพอไปSoraksan กับวัดSinneunsaก็มืดหมดแล้ว มองไม่เห็นอะไรเลย!!!
แล้ววันที่2ไม่รู้มันรถติด หรือแพลนเวลาไม่ดี ทำให้เราไปถึงป้อมHwasongแบบมืด(อีกแล้ว!!)
(เหมือนได้ยินว่าเค้าตั้งใจจะให้เราไปดูแบบเวอร์ชั่นกลางคืน แบบมีไฟๆ ไรงี๊ รึเปล่าไม่รู้)
 
 
 
3 ฝนตกหนักก่อนเราไป2วัน หิมะตก อุณหภูมิ-2 ทำให้ใบไม้ร่วง เราเลยไปเห็นเป็นซากใบไม้ซะส่วนใหญ่…
จริงๆเราก็ไม่รู้หรอกว่า ถ้าไปตอนมันยังเป็นใบไม้5สีแบบ"ชะอุ่ม"อยู่ นี่มันจะหน้าตาเป็นยังไง
แต่พี่ไกด์เค้าบอกว่า ตอนที่เราไปคงไม่สวยเหมือนช่วง1-2อาทิตย์ก่อนหน้านั้น
ก็เลยแอบรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เพราะไปดูใบไม้นี่เป็นสิ่งที่ตั้งตารอที่สุดในทริป
จะว่าไปที่เราเจอมันก็ไม่ได้แย่ซักเท่าไหร่ เพราะเราก็ชอบภาพที่ได้เห็น
แต่แค่รู้สึกว่านี่ขนาดตอนยังไม่สวยมาก เรายังชอบขนาดนี้
ถ้าได้เจอตอนที่สวยที่สุด แล้วจะไม่ยิ้งกรี๊ดไปกว่านี้เหรอ…
 
 
4 ฝนตกพรำๆเรื่อยๆตลอดทริป ทำให้อดไปเก็บผลไม้ที่สวนตามกำหนด
 
5 รถติดโคตร..และ2ข้างทางต่างจังหวัด ไม่มีอะไรให้ดูจนเรียกได้ว่าเรานอนตลอดทาง
พอเข้ามาในSeoulแล้วค่อยหน้าตื่นตาตื่นใจหน่อย โดยเฉพาะเวลารถขับผ่านมหาลัย…กรี๊วววว…
 
7 อากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก วันแรกเย็นๆชื้นๆเพราะฝนตก
วันที่2ร้อนๆชื้นๆเพราะฝนตก วันสุดท้ายหนาวมากเพราะลมแรงและฝนยังstillตก
โชคดีเราไม่ป่วย ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะเวลาไปทำงาน ขนาดโดปวิตามินอย่างหนัก
แต่ไม่รู้ทำไมมันป่วยง่ายเหลือเกิน 55555+
อากาศขึ้นๆลงๆแบบนี้ อีแอ้บอกว่าเปลี่ยนชุดเหนื่อย เพราะเรา2คนนี่ขนพร๊อพมากันเพียบ
บางวันตอนเช้าอากาศโคตรหนาว ลมแรง ฟ้าครึ้ม เอาคอเต่ามาใส่ พอสายหน่อยจะร้อนตายเอา
ต้องพกชุด พกพร๊อพ ไปเปลี่ยนบนรถ เพื่อให้เข้ากับอากาศทีเจอเดี๋ยวนั้นกันเลยทีเดียว..
 
  
บ่นๆๆมาพอแระ..เดี๋ยวBLOGหน้าจะพาไปดูว่าแต่ละที่ที่ไปเที่ยวนี่เป็นยังไงมั่ง
ทริปนี้ได้ภาษาเกาหลี (แบบจำได้ในหัว) มา2คำ คือ
ชากียา – ที่รัก
คียอบตา – น่ารักจัง
ถามไกด์เอาไว้หลีปู้ชายเกาหลี อิอิ
Posted in Uncategorized | 3 Comments