พักเรื่องงานมาจัดงานแต่ง^^

จริงๆนี่ก็ดึกมากแล้ว รัตนาวดีควรจะไปนอนซะที..
แต่มีความรู้สึกดีๆที่อยากจะพิมเก็บเอาไว้ ก่อนที่มันจะจางหายไป
ก็เลยขออดนอนมาอัพเสปซซักกะหน่อย..
 
อย่างที่หลายๆคนรู้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วเป็นช่วงมรสุมเข้ามากมาย
ไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ได้เรื่อง ไม่มีอะไรดีซักอย่าง
เครียดมากจนปวดท้อง เป็นครั้งที่3ที่ร้องไห้ที่ออฟฟิส
บางทีก็กลับมานั่งร้องไห้ต่อที่บ้านอยู่หน้าคอมคนเดียว
ไม่เข้าใจ ทำไมทำงานอย่างมีความสุขไปวันๆเหมือนคนอื่นเค้าไม่ได้เหรอไง
บางทีขี้เกียจรับโทรศัพท์ เพื่อนๆต้องmมาให้กำลังใจเรากันเป็นวรรคเป็นเวร
ขนาดว่า เอาไปพิมพ์เป็นหนังสือธรรมะแจกได้เลย…
 
อยากเปลี่ยนงานใหม่..มันทนไม่ไหว กับหลายๆอย่าง
โชคยังดี มีวันนึงเรากำลังนั่งร้องไห้กับตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว
ไม่อยากโทรหาใคร รู้สึกมันเป็นเรื่องเดิมๆ คนอื่นเค้าคงเบื่อ
เราแค่ต้องการเวลาในการจัดการกับความรู้สึกบางอย่างเท่านั้น
ระหว่างที่กำลังสับสนอยู่กับตัวเอง
ก็มีใครคนนึงโทรเข้ามา….
 
เป็นลูกพี่ลูกน้องคนนึงที่นานน๊านนนครั้งจะได้คุยกันซักที
จะว่าไม่สนิทก็ไม่ใช่ เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างก็มีภารกิจของตัวเอง
พอมีโอกาสพิเศษก็จะได้เจอกันที..
 
วันนั้นเค้าโทรมาถามว่า มีพี่ที่ออฟฟิสเค้า อยากซื้อจิลเวอรี่ให้แม่เค้าวันแม่
ถ้ามาติดต่อซื้อผ่านเราจะได้มั๊ย
เราก็แบบ..ตอนนั้นน้ำหูน้ำตายังไหลอยู่เลย..
แต่วินาทีที่ได้คุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่ทำงาน
มันก็เหมือนกับทำให้เรารู้ว่าเรายังมีคนอื่นอยู่อีก
โดยเฉพาะคนในครอบครัว พี่ น้อง เหมือนกับเป็นอีกโลกนึงที่เรามองข้าม
เพราะเรามองแต่เรื่องงานๆอย่างเดียวมาตลอด
วันนั้นวางสายไปด้วยบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค
แต่ความรู้สึกมันกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
คนที่โทรมา เค้าไม่รู้หรอกว่าทำให้เรารู้สึกดีขึ้นขนาดไหน
 
อีกไม่กี่วันถัดมา..พอดีลูกพี่ลูกน้องเราอีกคนจะแต่งงาน
เราก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเค้าเล็กๆน้อยๆ
ได้ไปดูเค้าลองชุดแต่งงาน..
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้เดินสายไปกินข้าวตามร้านต่างๆ
เพราะต้องการจะไปดูวงที่เล่นดนตรีให้ในงานแต่ง
เวลาไปแต่ละครั้ง ก็ได้นั่งคุยกันเรื่องโน่นเรื่องนี่
สัพเพเหระ แลกเปลี่ยนความคิด ทัศนคติกัน
เหมือนทำให้เรารู้จักเค้ามากขึ้น และเค้าก็คงรู้จักเรามากขึ้นเหมือนกัน
มันก็เป็นอารมณ์แบบ….ครอบครัว….
ไม่รู้สิ..นานมากแล้ว เราอยากมีพี่น้องพี่พูดคุยกันได้
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้คุยกันเรื่องลึกซึ้งอะไรมากมาย
แต่เหมือนกับให้เราได้รู้สึกถึงบรรยากาศอีกรูปแบบนึง
มันมีอะไรที่มันนอกเหนือจากเรื่องงาน
อบอุ่น จริงใจ และไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
 
ตอนที่เราได้ตามเค้าไปคุยกับคนจัดงานแต่งที่โรงแรม
วันนั้นเราก็ลางานไปเลย แบบว่า ไม่อยากไปทำงานแล้ว
ขอพักไปทำอย่างอื่นบ้าง ก่อนที่สมองมันจะไม่ไหวไปกว่านี้
แล้ววันนั้นเราก็รู้สึกสนุกมาก..มีความสุขมาก
ถึงแม้จะช่วยอะไรเค้าไม่ได้มาก..แต่ก็อยากเสนอโน่นเสนอนี่
ช่วยๆกันคิดหลายๆคน เผื่อพลาด หรือหลุดเรื่องไหน จะได้ช่วยกันเตือน
ม๊าบอกว่าเราทำตัวinvolveกะเค้ามากเกินไปรึเปล่า ทำยังกะงานตัวเอง
เราก็แอบฉุกคิด บางทีเจ้าของงานเค้าจะคิดว่าเราทำเรื่องยุ่งยากเกินไปรึเปล่าวะ
แต่เรารู้ว่ามันเป็นงานสำคัญ ถ้าเป็นงานเรา เราก็อยากทำให้มันออกมาดีที่สุด
แล้วเวลามันก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราก็อยากจะลงdetailให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เอาเป็นว่า เราคิดซะว่าเราทำเต็มที่ละกัน คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่างเค้า
 
พอมาทำเรื่องงานแต่งซักพัก รู้สึกเลยอยากว่าทำEVENT
(แต่รู้ว่างานมันจับกัง,เหนื่อยมากและเงินน้อย ถ้าไม่ใช่เจ้าของบริษัท)
รู้สึกว่าถนัดงานจัดการ จัดแจงดูแลระบบระเบียบ
event organizer คืออะไรที่เราอยากทำตั้งแต่เรียนจบแล้ว
(เฮ้อ…..กลับมาพูดเรื่องงานอีกทำไมเนี่ย!!)
 
วันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้านายเรียกคุย
ไม่รู้ว่าเพราะเมื่อวันเสาร์ เรากับชิสุลางานพร้อมกันรึเปล่า
เค้าเลยคิดว่าเรามีปัญหาอะไรมั๊ง
เค้านั่งคุยกับเราคนเดียวตั้งหลายชม.
สรุปแล้ว..ความรู้สึกเราก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เราไม่ได้ต้องการให้ใครในบริษัทมาเปลี่ยนแปลงเพราะเรา
ให้เค้าอยู่ของเค้าอย่างนั้นน่ะดีแล้ว
ยิ่งฟังยิ่งรู้สึก ว่าทัศนคติของ"องค์กร"มันไม่เหมือนเรา
ถ้าวันไหนที่เราทนไม่ได้จริงๆ เราจะเป็นคนไปเอง
เหมือนกับแอ้ มน เคท พี่เกด และอีกหลายๆคนที่ถอนตัวออกไป
เพราะเห็นแล้วว่ามันดักดานเหลือเกินที่จะโตไปกับที่นี่…
หรือในทางตรงข้าม ถ้าวันนึงเค้าทนเราไม่ได้
เราก็ยินดีที่จะให้เค้าถีบออกจากบริษัทโดยไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย
(ขอให้จ่ายเงินให้ครบตามที่เราควรจะได้แล้วกัน)
จบเรื่องงาน….
………………
…………….
สรุปแล้ว..
ครั้งนึงเราเคยโกรธคนๆนึงมาก ที่ว่าเราเป็นคนที่โตมาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่น
ทำให้พื้นฐานทางจิตใจเราอ่อนแอ…จนถึงตอนนี้ เรายังไม่เคยพูดกับคนๆนั้นอีกเลย
ถึงแม้ที่จริงแล้ว เราอาจจะแอบรู้อยู่ลึกๆว่าสิ่งที่เค้าพูดมันเป็นความจริง
เพียงแต่เป็นความจริงที่เราพยามจะปฏิเสธมันอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง
ต่อให้โลกนี้มีเราอยู่คนเดียว เราก็ต้องอยู่ได้ คิดแบบนี้มาตลอด
 
แต่พอมาตอนนี้ เราได้มีactivityกับครอบครัวขึ้นมาบ้าง
มันทำให้เรา "ติด" เลย….พอว่างๆก็จะโทรหาพลอยละ..เป็นไง วันนี้ขายดีมั๊ย
ไปซื้อของได้อะไรมาบ้าง ปิดร้านรึยัง ฯลฯ..
พักเที่ยง หรือเลิกงานก็โทรหาพี่ฝน ว่ามีอะไรคืบหน้ามั๊ย วันนี้งานเยอะมั๊ย
ถึงบ้านรึยัง รถติดมั๊ย กลับบ้านได้แล้ว จะ4ทุ่มแล้วนะ บลา บลา บลา….
แค่นี้ก็พอทำให้ชีวิตที่เคยมีแต่เรื่องงานมันแฮ๊ปปี้ขึ้นมาได้บ้างแล้ว
 
นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน
เมื่อไหร่ที่แจ็คมันจะโตพอที่จะพูดคุยเรื่องต่างๆได้แบบคนปกติซะที
บางทีก็รู้สึกรำคาญที่มันไม่มีการพัฒนา ทั้งๆที่อายุก็20แล้ว
แต่บางทีก็รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรมันได้
ถ้าเป็นเหมือนพี่น้องคนอื่นเค้าบ้างก็ดีน่ะสิ
ถ้ามันไปเรียน หรือไปทำงานแบบคนปกติ
เราก็คงจะเป็นแบบ..ไปเรียนพร้อมกันมั๊ย กลับบ้านพร้อมกันมั๊ย
อยู่ตรงไหนแล้ว จ๋านั่งแท๊กซี่กลับบ้าน ให้แวะรับที่ไหนมั๊ย
กินข้าวเย็นรึยัง ไปเดินซุปเปอร์ซื้อของเข้าบ้านกันมั๊ย
อะไรแบบนั้นมันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหวังเกินไปรึเปล่า??
 
อย่างไรก็ตาม ขอบคุณพระเจ้า ที่ทำให้เราทุกคนได้เกิดมาเป็นพี่น้องกัน
ถึงแม้พวกเค้าจะไม่รู้ตัว แต่พวกเค้าได้ทำให้จ๋ามีความรู้สึกๆดี
และทำให้สามารถผ่านช่วงร้ายๆจากการทำงานมาได้
เหมือนเป็นแบตเตอรี่สำรอง ที่ช่วยเติมพลัง
ให้เราพร้อมที่จะไปเผชิญเรื่องราวใหม่ๆทีกำลังจะเข้ามา
 
รักนะทุกคน จุ๊บๆ
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s